อาชีพเขียนบทความ สามารถหารายได้ จากการทำธุรกิจรูปแบบนี้ได้จริงหรือไม่

ในตอนนี้ด้วยวิถีชีวิตที่แปรไปของคนเรา คนภายในสังคมหรือแม้กระทั้งพวกเราเองก็ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่และก็คอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้น ธุรกิจต่างๆหรือการตลาดออนไลน์เองก็จะต้องปรับปรุงด้วยด้วยเหมือนกันจนกระทั่งเปลี่ยนมาเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้ใช้ ตัวอักษรที่ได้มาจากวิชาความรู้นั้นถูกส่งผ่านมาที่อินเตอร์เน็ตมาเป็นตัวช่วยเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับในการขายของออนไลน์ กระบวนการทำเว็บ หรือกระบวนการทำประชาสัมพันธ์ การตลาดผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆคนเขียนบทความก็เลยเป็นตลาดที่กว้างแล้วก็เติบโตได้อีกสามารถเขียนเหมาะไหนก็ได้เวลาไหนก็ได้ด้วยเหตุนี้นี่ก็เลยเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าทำเป็นรายได้เสริม

พวกเราจะเริ่มยังไงสำหรับในการเขียนเนื้อหาของบทความออนไลน์ เป็นปัญหาเมื่อพวกเราจำต้องเริ่มเขียนเนื้อหาบทความจำเป็นต้องบอกก่อนว่าบทความออนไลน์นั้นมีหลายต้นแบบแม้กระนั้นที่เช่นกันก็คือลักษณะการเขียน จำต้องเน้นย้ำข้อมูลที่อ่านง่ายตามความอยากของนักอ่าน อ่านแล้วสนุกสนานเพลิดเพลินเจริญใจเสมอเหมือนสหายมานั่งเล่าให้ฟัง มีความเข้าใจอะไรบอกต่อกัน หากคุณนั้นเป็นคนเล่าเรื่องที่เก่ง การเขียนบทความนั้นก็ง่ายดายมาก 

พวกเราจะหางานเขียนเนื้อหาบทความได้จากที่บ้าง จะต้องบอกก่อนว่านื้เป็นยุดของโซเชียวเน็ตเวิร์ด เพราะฉะนั้นงานออนไลน์มีอยู่บนสื่อต่างๆมากไม่น้อยเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นกระดานข่าว Facebook หรือเว็บสมัครงาน เว็บฟรีแลนซ์ต่างๆซึ่งได้โอกาสการหางานเขียนเนื้อหาบทความได้มีไม่สิ้นสุดจากบทความข้างต้นพวกเราได้บอกที่ไปที่มาของการหาเงินจากการเขียนบทความไปแล้วถัดจากนี้จะเป็นหลักหลักการทำงานของนักการเขียนเนื้อหาบทความออนไลน์มีอยู่ดังต่อไปนี้

รูปแบบการทำงานนั้นสิ่งที่ควรจะทำเป็น การศึกษาเรียนรู้หาข้อมูลตามหัวข้อที่พวกเราได้มาจากนายจ้างโดยข้อมูลค้นหาที่มานั้นพวกเราจำเป็นจะต้องมาทำความเข้าใจก่อนด้วยการอ่านและหลังจากนั้นก็ค่อยนำมาสรุปโดยการเขียนด้วยสำนวนที่นักอ่านสามารถอ่านแล้วรู้เรื่องได้ นี้เป็นแนวทางการทำงานอย่างคร่าวๆของหาเงินจากการเขียนบทความ ส่วนบทความข้างล่างนี้จะเป็นแนวทางสำหรับเพื่อการเขียนเนื้อหาของบทความจะเช่นไรให้เขียนเนื้อหาบทความให้เก่งมีอยู่ดังต่อไปนี้
ในทุกๆครั้งที่คุณจะเริ่มเขียนเนื้อหาบทความเรื่องอะไรซักอย่างสิ่งจำเป็นเลยเป็นการกำหนดจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายว่าต้องเขียนเรื่องราวให้ออกมาในแบบใดทำให้คนอ่านรู้สึกเช่นไร หรือต้องการให้คนอ่านได้รับวิชาความรู้อะไรบ้างจากการอ่านบทความของคุณ

ใช้แนวทาง คนไหนกันแน่ ทำอะไร ที่แหน่งใด เมื่อไร เช่นไร แล้วก็จำเป็นต้องทำยังไง เข้ามาช่วยชี้แจงเพื่อสร้างจินตนาการให้กับนักอ่านได้เป็นขั้นเป็นตอนซึ่งคนอ่านสามารถรู้เรื่องเรื่องราวที่อ่านได้ง่ายเพิ่มขึ้น

เมื่อคุณเขียนเนื้อหาบทความเรื่องใดๆส่วนในที่สุดที่สำคัญรวมทั้งจำเป็นซึ่งก็คือ การสรุปเรื่องราวซึ่งการผลิตสรุปจำเป็นจะต้องให้สอดคล้องกับเรื่องราวและก็จุดหมายของเรื่องที่คุณได้สร้างขึ้นมาด้วยเพื่อผลสรุปเรื่องราวที่คุณได้ถ่ายทอดออกมาชมรมกับรายละเอียดที่ได้เขียนมาก่อนหน้านี้ด้วย

จากบทความที่คุณได้อ่านหวังว่าจะเป็นแถวทางสำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพเสริมจากการเขียนบทความ
หรือการหาวิธีต่างๆเพื่อมาปรับปรุงงานนิพนธ์ของคุณ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับผม

การเลือกใช้รถรับจ้างในสมัยก่อน

ปัจจุบันการสัญจรไปมาในกรุงเทพฯ เรามีพาหนะให้เลือกใช้หลายอย่าง ตั้งแต่รถไฟฟ้าที่วิ่งลอยฟ้าหรือมุดลงใต้ดิน จนถึงรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่ซอกแซกไปทุกซอยทั่วกรุง แม้แต่รถ 6 ล้อรับจ้าง หรือ จะรถรับจ้างประเภทต่าง ๆ  แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มียานพาหนะชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า “รถเจ๊ก” ครองความเป็นเจ้าถนนแต่เพียงผู้เดียว ช่วยให้การเดินทางไปมาในกรุงเทพฯสะดวกสบายก่อนที่จะมีรถรางในภายหลัง

แต่ทว่าในแง่มุมของชีวิต ชะตากรรมของกุลีลากรถนับว่าน่าสังเวชอย่างยิ่ง ทั้งหมดของคนเหล่านี้ล้วนเป็นชาวจีนที่หนีความอดอยากยากแค้นในเมืองจีนเข้ามา พูดไทยยังไม่ได้ ต้องอาศัยแรงกายหาเลี้ยงชีพอย่างแสนเข็ญ ทั้งยังมีรายได้ต่ำกว่ากุลีทุกประเภท เพราะถูกขูดรีดจากเจ้าของรถที่เป็นคนจีนด้วยกัน คนหนุ่มที่เข้ามาลิ้มลองอาชีพนี้แล้วมักจะหนีไปหาอาชีพอื่น ส่วนคนที่ไม่มีทางไปก็มักเป็นคนมีอายุ ไปไหนไม่รอด ส่วนใหญ่จะตายคารถ

ตามประวัติรถรับจ้างประเภทนี้ คนที่คิดขึ้นคือ นายอิสุมิ โยสุกิ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งดัดแปลงจากเกี้ยวที่มีคานหามมาติดล้อ และได้รับความนิยมแพร่หลายในญี่ปุ่น จนแพร่ไปถึงเมืองจีน ต่อมา จีนพุก พ่อค้าคนจีนในเมืองไทย (ต่อมาเข้ารับราชการในกรมท่าซ้าย ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาโชฎึกราชเศรษฐี และมีชื่อไทยว่า พุก โชติกพุกกะณะ) ซึ่งมีสำเภาค้าขายกับเมืองจีน ไปเห็นรถประเภทนี้วิ่งกันเกลื่อน จึงซื้อใส่สำเภาเข้ามาหลายคัน นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

รถรับจ้างมาถึงเมืองไทยหลังจากที่นายอิสุมิคิดขึ้นประมาณ ๔๐ ปี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯก็โปรดให้จีนพุกสั่งรถรับจ้างจากเมืองจีนเข้ามาอีกหลายสิบคัน พระราชทานแก่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ อีกทั้งเจ้าสัวพ่อค้าจีนยังฝากให้จีนพุกซื้อเข้ามาอีก รถรับจ้างที่เข้ามารุ่นแรกๆๆราวร้อยกว่าคันนี้ นับเป็นสิ่งโก้หรูของบางกอก เป็นที่นิยมในกลุ่ม “ไฮโซ” คนสามัญทั่วไปไม่มีวาสนาจะได้นั่ง มีแต่ขุนนางและเจ้าสัวเท่านั้นที่ใช้เป็นรถส่วนตัวแทนเกี้ยวคานหามหรือรถม้า เวลาแดดร่มลมตกเจ้าจอมหม่อมห้ามมักจะนั่งรถรับจ้างออกมากินลมชมวิวกัน